AEC NEWS : เวียดนาม กับ AEC และไทย

Vietnam
ผู้เยี่ยมชม : 2193
ลงข้อมูลเมื่อ : 06/07/2555 16:10
วียดนามเป็นประเทศเปิดตัวใหม่หลังสงครามมานาน  มีประชากร 90 ล้านคน  เป็นคนหนุ่มสาวอายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 ปี และต้องการจะเติบโตเร็วเหมือนจีน  เวียดนามเป็นชาติที่อดทน ค้าขายเก่ง  จนครั้งหนึ่งถูกเรียกว่าเป็น “ยิวแห่งเอเชีย”  ระหว่างสงครามคนมีอันจะกิน และคนชั้นนำหัวกะทิหนีสงครามไปอยู่ฝรั่งเศส  อเมริกา  แคนาดา  และมาที่ออสเตรเลีย   และมาอยู่ในไทย  โดยเฉพาะที่ชายแดนหนองคาย  สกลนคร  นครพนม  แล้วเข้ามาศึกษาที่ขอนแก่น  และ  AIT  จนกระทั่งมีลูกหลานเป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนาม คนเวียดนามไปอยู่ออสเตรเลีย  ทำการค้าขายอาทิตย์ละ 7 วัน  ปีละ 365 วัน ไม่เคยหยุด  ขยันขันแข็ง  ต่างกับชาวออสเตรียที่ชอบอยู่สบาย  เพราะคนน้อย  ทรัพยากรมากมาย  ทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน  ที่เหลือพักผ่อน  ก็สู้คนเวียดนามไม่ได้  ชาวเวียดนามทั้งในออสเตรเลีย  อเมริกา  
ฝรั่งเศส  ต่างก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐี  ซื้อตึกรามบ้านช่องและที่ดินเพื่อทำการค้าขาย  จนออสเตรเลียต้องออกกฎหมายจำกัดสิทธิคนต่างด้าวเป็นเจ้าของที่ดิน  ทั้งๆ ที่ออสเตรเลียมีที่ดินมากมายมหาศาล ใหญ่กว่าอเมริกา  และมีประชาชนแค่ 20 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าไทยเสียอีก รัฐบาลไทยขณะนี้กำลัง  “ส่งเสริมความพร้อมให้นักธุรกิจออกสู่วงการ AEC”   เตรียมตัวค้าขายเต็มรูปแบบ ไปซื้อขายต่างประเทศ  และเปิดโอกาสให้ชาว AEC มาค้าขายในบ้านเรา  ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  เราก็เตรียมพร้อม  3 สมาคมธุรกิจอสังหาฯ  จับมือกันเดินทางไปเมือง Ho Chi Minh  หรือเมือง Saigon  เก่าอยู่ทางใต้ลุ่มแม่น้ำโขง  ที่อุดมสมบูรณ์เรื่องน้ำมาก  ขณะนี้พายุก็เข้าเวียดนามทุกปี  ปีละ 7 ลูก  น้ำท่วมภาคกลางและภาคใต้ทุกปี  ปีละ 2-3 ครั้งมีผู้เสียชีวิตทุกปี  แต่เขาสามารถอยู่กับพายุ น้ำท่วม  สามารถปลูกข้าวได้เป็นอันดับ 2 ของโลก  ทั้งที่พื้นที่ปลูกข้าวก็พอๆ กับของไทย  เขาทำได้อย่างไร  ฝากกระทรวงเกษตรพิจารณาตัวเองด้วย  

ไทย  เขาทำได้อย่างไร  ฝากกระทรวงเกษตรพิจารณาตัวเองด้วยไปเวียดนามคราวนี้ก็จะเห็นความกระตือรือร้นของรัฐบาลและนักธุรกิจ ข้าราชการ  ต้องการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิธี  “Chinese Model”  เนื่องด้วยที่ดินเกือบทั้งประเทศเป็นของรัฐ  แต่ละเมืองมีอิสรภาพในการยกระดับ เชื้อเชิญนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน  โดยมีทั้งหมด 58 เมือง   3 เมืองใหญ่ คือ  Ho Chi Minh  มีประชากร 8 ล้านคน   Hanoi  เมืองหลวงอยู่ทางเหนือมี 3 ล้านคน  และ Danang  เมืองหลวงเก่าภาคกลางอีก 1.8 ล้านคน   สินค้าส่งออกคือภาคเกษตร  มีข้าว แร่ น้ำมัน  และกำลังอยากจะมีอุตสาหกรรม  จึงมีนโยบายสร้างนิคมอุตสาหกรรมทุกเมือง  เชื้อเชิญต่างชาติมาลงทุนสร้างโรงงาน  หวังจะยกระดับรายได้ภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม  โดยต่างชาติมาลงทุนมากที่สุดก็คือ สิงคโปร์  (Temasek)  ไต้หวัน  เกาหลี  (รถยนต์เกาหลีมาก)  ญี่ปุ่น  ส่วนไทยอยู่อันดับ 10  มีปูนซีเมนต์  ซีพี  และอมตะนคร  รัฐบาลเวียดนามจะใช้ SOEs  (State Owned Enterprise)  หรือรัฐวิสาหกิจเป็นตัวนำ

ธุรกิจอสังหาฯ เติบโตมาใน 4-5 ปี  ผ่านมาโดยรัฐบาลให้สัมปทานที่ดินแก่นิคมอุตสาหกรรมและในเมืองสร้างออฟฟิศ  โรงแรม  คนที่พอจะมีที่ก็ขายให้กับนักพัฒนามาสร้างคอนโดกันมาก  ตลาดคอนโดในเวียดนามคาดว่าปีละ 3-40,000 ยูนิต  อยู่มากที่  Ho Chi Minh  และ Hanoi   บ้านเดี่ยวยังไม่มากนัก  เพราะชาวเกษตรเวียดนามยังมีบ้านอาศัยอยู่ แต่ถ้าย้ายเข้าเมืองต้องอยู่ในคอนโด  เช่า 50-60 ปี   GDP  ของเวียดนามโตปีละ 8-9%  เงินเฟ้อ  20%   ดอกเบี้ย  18% 5 ปีที่ผ่านมามีฟองสบู่โตมาก  ปัจจุบันมีปัญหาอสังหาฯ โดยเฉพาะตึกสูงในเมืองขายไม่ค่อยออก   ธนาคารจะเข้ามายึด กำลังแสวงหาคนมาซื้อมาร่วมทุนมากมาย  แต่กฎหมายที่ดินการขออนุญาตก็ยังมีปัญหา  การคอรัปชั่นภาครัฐกำลังเติบโตขึ้นเหมือนบ้านเรา  มีการลงโทษก็เยอะ  แต่ที่เหลืออยู่ก็มีมาก  ข้าราชการเวลาได้เงินมาจะสะสมทอง เพชร  ไม่กล้าซื้ออะไรที่จะเห็นว่ารวย  เช่น รถยนต์ก็ไม่กล้าจะซื้อแพงๆ  จะซื้อบ้านก็ไม่มีธนาคารผ่อน  จะซื้อด้วยทองคำหรือเงินสดเหมือนเขมร ลาว  ดอกเบี้ยซื้อบ้านก็ 18%    “ขณะนี้อสังหาฯ เวียดนามอยู่ในขาลง”  หลังจากเป็นฟองสบู่  รัฐบาลเข้มงวดดอกเบี้ยกู้และค่าเงินอ่อน ดังนั้น  ก็จะเห็นว่าเวียดนามแม้จะโตอย่างเร่งรีบแต่ปัญหาก็จะมีมากขึ้นทุกที   คนไทยส่วนใหญ่ก็กลัวเวียดนาม จะแซงหน้า  เพราะคนเวียดนามขยัน ฉลาด อดทน  เขาให้ความสำคัญการศึกษาคนรุ่นใหม่มาก  คนไทยกลัวแม้กระทั่ง   ข้าวไทยจะสู้เวียดนามไม่ได้  แต่ตัวเองไม่ปรับปรุงข้าวล่วงหน้า  เช่น  พันธุ์ข้าวชั้นดีขึ้น  ขายข้าวคุณภาพ Premium  มิใช่ระดับ 

รากหญ้า  แล้วไปบ่นว่าสู้เวียดนามไม่ได้  น้ำท่วมแต่เขาปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้งนั้นขึ้นอยู่กับการวางแผนในการปลูก  ดังนั้น อย่าไปกลัวเพื่อนบ้านว่าจะรวย  เพราะถ้าเพื่อนบ้านรวยเราก็จะค้าขายกับคนรวยได้  AEC  กำลังเปิดตัวมากขึ้นทุกขณะ  คนไทยรุ่นใหม่ก็ค้าขายเก่ง  ออกไปค้าขายนอกประเทศมากขึ้น    รัฐบาลควรจะมิใช่สนับสนุนแต่การค้ากลางเมืองใหญ่ทุกเมือง  ควรให้นำสินค้ไปเปิดตัวสร้างตลาด และเป็นที่แลกเปลี่ยนซื้อสินค้า ของเขา  สร้างความสมดุของการค้า  มี Trade Balance  มิใช่จะเอาเปรียบเขาอย่างเดียว  อสังหาฯ กับ AEC   เราจะต้องออกไปสัมผัสให้มากขึ้น  รู้เขา รู้เรา  รู้จักกันระยะยาว  มิใช่จะค้าขายเอาเปรียบระยะสั้น  เช่น อเมริกาทำกับประเทศด้อยพัฒนาในปัจจุบัน