AEC NEWS : ‘ลุตฟี่ ราอุฟ’ ทูตอินโดนีเซีย ประจำไทย กับการพัฒนาเศรษฐกิจ

Indonesia
ผู้เยี่ยมชม : 1822
ลงข้อมูลเมื่อ : 06/11/2555 16:51

สภาพเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน

GDP อินโดฯคิดเป็น 40% ของเศรษฐกิจอาเซียน GDP ของประเทศในปีที่แล้วสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเรามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และครองตำแหน่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอันดับ 3 ของเอเชีย

ปี 2554 อินโดฯเติบโตทางเศรษฐกิจ 6.5% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่โตราว 4-4.5% ปีนี้เรามีเป้าการเติบโตอยู่ที่ 6-6.5% โดยน่าจะต้องปรับอีกตามปัจจัยต่าง ๆ แต่หวังว่าเราจะรักษาระดับการเติบโตนี้ไว้ได้

สิ่งที่น่าสนใจของเศรษฐกิจเราคือ เราสามารถลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ได้ เมื่อปี 2544 อัตราหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 77% จนในปีนี้เราลดอัตราหนี้ต่อ GDP ลงมาอยู่ที่ 24% ภายในเวลาราว 10 ปี นี่เป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญมาก

นโยบายสำคัญในการลดหนี้รัฐ

หลัก ๆ เลยเราดำเนินนโยบายการคลังอย่างระมัดระวัง ควบคุมงบประมาณของประเทศให้สมดุล และจัดโครงสร้างหนี้สาธารณะโดยลดการพึ่งพิงการกู้เงินจากต่างประเทศ ขณะนี้เราชำระหนี้กับ IMF หมดแล้ว และอยู่ในฐานะเป็นผู้จัดสรรเงินให้กู้แก่ IMF (1 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งในปีนี้เราจะยังดำเนินนโยบายเช่นนี้อย่างเคร่งครัด

การลงทุนจากต่างประเทศ

อินโดนีเซียสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มาก ปัจจัยสำคัญก็คือ การเมืองที่มีเสถียรภาพ ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และประชากรที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวของเรามีจำนวนสูง เรามีคนอายุต่ำกว่า 39 ปี จำนวน 240 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 60% คนเหล่านี้เป็นแรงงานที่สำคัญ ขับเคลื่อนสภาพเศรษฐกิจของเราให้คึกคัก

ตลาดของเราก็มีขนาดใหญ่ เนื่องจากมีประชากรมาก 245.6 ล้านคน มากกว่า 50% อาศัยอยู่ในเขตเมือง มีชีวิตความเป็นอยู่แบบสมัยใหม่ หมายความว่า มีการบริโภคสินค้าต่าง ๆ ในอัตราที่สูง และเมื่อปัจจัยทั้งหมดมาผนวกกับเสถียรภาพทางการเมือง สภาพเศรษฐกิจของเราจึงดี เห็นได้ชัดเลยว่าการลงทุนเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2555 ไตรมาสแรกของปีนี้การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติมีมูลค่า 11,390 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 30.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาขาการลงทุนของต่างชาติในไตรมาสแรกปี 2555 ได้แก่ เหมืองแร่ เคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ การคมนาคม การจัดเก็บและโทรคมนาคม โลหะ เครื่องจักร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารและการเพาะปลูก ด้านที่ตั้งที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากสุด ได้แก่ เขตตะวันตกของเกาะชวา จาการ์ตา บันเตน เขตทางตะวันออกชวา และกาลิมันตัน ส่วนนักลงทุนชาติที่เข้ามาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้สหรัฐ-ออสเตรเลีย

นโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เราดำเนินการตาม road map ที่เรียกว่า “MP3EI” หรือ Master Plan for Acceleration and Expansion of Indonesia’s Economic Development ฉบับปี 2011-2025 ที่มุ่งให้เศรษฐกิจประเทศพัฒนาเร็วขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงเทรนด์การเติบโตของโลกที่เน้นความยั่งยืน หรืออาจเรียกว่า โตอย่างสมดุลและเป็นธรรม เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจเราคือ ก้าวสู่ท็อป 10 ของโลกในปี 2568 และติดอันดับ 1 ใน 6 ของโลกภายในปี 2593

ทั้งนี้ MP3EI มุ่งการพัฒนาใน 8 เรื่อง ได้แก่ เกษตร เหมืองแร่ พลังงาน อุตสาหกรรม โทรคมนาคม การค้าทางทะเลท่องเที่ยว และการพัฒนาเขตยุทธศาสตร์ แต่การจะไปสู่จุดหมายนั้นจะต้องบูรณาการ 3 ยุทธศาสตร์หลักเข้าด้วยกันคือ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจอินโดฯทั้ง 6 เขต ได้แก่ 1) สุมาตรา ระเบียงเศรษฐกิจการผลิตด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ 2) ชวา ระเบียงเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมและการบริการ 3) กาลิมันตัน ระเบียงเศรษฐกิจการผลิตเหมืองแร่และพลังงาน 4) ซูลาเวซี ระเบียงเศรษฐกิจการผลิตด้านการเกษตร เพาะปลูก การประมง และเหมืองโลหะ 5) นูซาเต็งการา ในบาหลี ระเบียงเศรษฐกิจประตูสู่การท่องเที่ยวและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร และ 6) หมู่เกาะโมลุกะ-ปาปัว ระเบียงเศรษฐกิจศูนย์กลางการพัฒนาอาหาร ประมง พลังงาน และเหมืองแร่

ยุทธศาสตร์เพิ่มความแข็งแกร่งในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นไปสู่ระดับนานาชาติ นี่เป็นเรื่องหลักที่เราถือว่าสำคัญมาก เพราะสอดคล้องกับการดำเนินงานด้านการเชื่อมโยงของอาเซียนด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าและบริการ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และยุทธศาสตร์เร่งการพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ รองรับการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติที่มากขึ้น พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่กันไป

ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดัน MP3EI สำเร็จ

การผลักดันและนำแผนนี้ไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ ๆ จำนวนมากที่ต้องดำเนินงาน ทั้งสนามบิน ทางรถไฟ โทลล์เวย์ และท่าเรือน้ำลึก ซึ่งต้องการการสนับสนุนจากนักลงทุนจากต่างชาติ เนื่องจากทุนของรัฐไม่เพียงพอ อินโดฯจึงเปิดให้เอกชนมีส่วนร่วมในบางโครงการ เป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนหรือ PPP (Public Private Partnership)

การลงทุนของเอกชนไทย

ด้านโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เรากำลังพยายามโปรโมตให้ภาคเอกชนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดฯ ผมคิดว่าจะมี ผู้สนใจมาก ประเทศไทยควรมองถึงโอกาสมหาศาลในโครงการเหล่านี้ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายที่จะสามารถต่อยอดได้เมื่อก้าวเข้าสู่ปีแห่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ผ่านมาภาคเอกชนไทยสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศเราอย่างมาก ปีที่แล้วมีโครงการไทยเข้ามาลงทุนถึง 30 โครงการ มูลค่า 87.2 ล้านดอลลาร์ จากที่มีเพียง 14 โครงการ มูลค่า 45.2 ล้านดอลลาร์ ในปี 2553 ส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร การเพาะปลูก ยาง พลาสติก การขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน และแร่ธาตุ คิดว่าในอนาคตไทยมีแนวโน้มเข้ามาลงทุนในอินโดฯมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนของรัฐบาลไทยที่ให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ และกระแสรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยในบรรดาชาติอาเซียนทั้งหมดประเทศไทยมาลงทุนมากเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่สำคัญเชื่อมั่นว่าในอนาคตเราจะเติบโตมากกว่านี้แน่นอน ถ้าเรายังสามารถรักษาการดำเนินงานตามนโยบายที่มุ่งสู่การเติบโต และสภาพเศรษฐกิจโลกไม่เลวร้ายกว่าเดิม เรามั่นใจว่าเศรษฐกิจอินโดฯจะเติบโตกว่าเดิม อาจจะมากกว่า 6.5% โดยคาดการณ์ว่าในอีก 3-4 ปีจะขึ้นไปราว 8% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นด้วย

ด้านการค้าระหว่างกันโดดเด่นมากใน 2 ปีที่ผ่านมา ปี 2554 มูลค่าสูงถึง 17,400 ล้านดอลลาร์เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากไทยได้ดุลการค้าจากอินโดฯ ตัวเลขส่งออกของเราไปยังไทยมูลค่า 7,400 ล้านดอลลาร์ ส่วนการนำเข้ามูลค่า 10,100 ล้านดอลลาร์ ประเทศไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามูลค่า 2,700 ล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2555 การค้าระหว่างไทยอินโดฯมีมูลค่า 9,600 ล้านดอลลาร์ โดยช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้ามีมูลค่า 9,200 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัว 4.64%สำหรับสิ่งท้าทายสำหรับอินโดฯในด้านการค้าระหว่างกันก็คือ ทำอย่างไรให้เราขาดดุลไทยน้อยลง เพื่อเป็นการทำให้การค้าระหว่างกันสมดุลและส่งเสริมความร่วมมือต่อกันมากขึ้น เราได้เซ็นข้อตกลงทางการค้าไทย-อินโดฯเมื่อ 16 พ.ย. 2554 โดยตามข้อตกลงนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commitee) เพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงดำเนินการตามแผนข้อตกลงฉบับนี้อยู่

การนำเข้าข้าวจากไทย

เราเพิ่งต่อ MOU ฉบับใหม่กับประเทศไทย (Arrangement of Amending the Memorandum of Understanding between on Rice Trade) เนื่องจากฉบับเก่าซึ่งบังคับใช้อยู่ระหว่างปี 2550-2554 หมดอายุลง โดยตามกรอบ MOU ฉบับนี้มีอยู่ว่าในช่วง ปี 2555-2559 อินโดนีเซียจะนำเข้าข้าวขาวจำนวน 1 ล้านเมตริกตัน แต่การนำเข้าแต่ละปีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์การผลิตของทั้ง 2 ประเทศ และราคาในตลาดระหว่างประเทศ ในปี 2554 เรานำเข้าข้าวจากไทย 2.7 ล้านตัน หรือมากกว่าปี 2553 ซึ่งนำเข้าเพียง 250,000 ตัน โดยประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งนำเข้าข้าวหลักของเราอยู่

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่านโยบายนำเข้าข้าวเป็นเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยนและพูดคุยกันเพิ่มเติมอีก เนื่องจากผลผลิตข้าวของเรามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะนี้รัฐบาลกำลังมุ่งเน้นการจัดซื้อผลผลิตข้าวในประเทศ เพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหาร เรามีหน่วยงานเพื่อดูแลสต๊อกข้าวโดยเฉพาะเรียกว่า National Logistic Agency หรือ BULOG มีอำนาจอนุมัติในการนำเข้าข้าว โดยจะติดต่อกับไทยและประเทศอื่น ๆ ที่เราต้องการจะนำเข้าข้าว ครอบคลุมถึงการจัดซื้อ ราคาข้าว คุณภาพ และช่วงเวลาในการจัดส่งสินค้าด้วย จากปัจจุบันเรามีข้าวในสต๊อกของประเทศราว 2.57 ล้านตัน และคาดว่าปี 2555 เราจะมีผลผลิตข้าวในประเทศสูง ซึ่งน่าจะมากถึง 39.1 ล้านตัน ซึ่งเป็นที่แน่ใจได้ว่าการสต๊อกข้าวของประเทศในปีนี้ที่ตั้งไว้ 2 ล้านตันจะบรรลุผล