AEC NEWS : จี้อาเซียนแก้หลักเกณฑ์ขึ้นทะเบียนยาอินโดฯ

Indonesia
ผู้เยี่ยมชม : 2085
ลงข้อมูลเมื่อ : 09/07/2555 14:16
ตั้งแต่ 08/07/2555 ถึง 16/07/2555
ไทยโพสต์* TPMA จี ้กรมเจรจาการค้าผลักดันให้ประชาคมอาเซียนแก้ปัญหาอินโดนีเซีย
กีดกันน าเข้ายาต่างประเทศ เผยบังคับต้องขึ้นทะเบียนยาร่วมกับบริษัทยาในอินโดฯ ช่องโหว่สูตร
ยารั่วไหล ยันไม่มีบริษัทไหนเสี่ยง เสนออาเซียนก าหนดมาตรฐานเดียวกัน เผยไทยครองแชมป์
ส่งออกยาสามัญปี ละ6,000 ล้านบาท ขณะที่ "กรมวิทย์" ประชุมยกระดับการตรวจยา
ห้องปฏิบัติการในกลุ่มอาเซียน สกัดยาไม่ได้มาตรฐานรองรับการเปิดเสรีการค้า
ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ลาดพร้าว เมื่อวันที่5 มิถุนายน นพ.นิพนธ์โพธ์ิพฒั นชยั รอง
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นประธานเปิดการประชุมเพิ่มความรู้ทางด้านห้องปฏิบัติการ
ควบคุมคุณภาพเภสัชภัณฑ์ให้แก่ผู้ผลิตยาในประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้การก ากับดูแล
คุณภาพยาที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนมีคุณภาพมาตรฐาน มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยใน
การรักษา
นพ.นิพนธ์กล่าวว่าการประชุมวันนี ้เป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ร่วมมือกับ The United States Pharmacopeial Convention (USP) ซึ่งเป็นหน่วยงาน
ตรวจสอบคุณภาพยาของสหรัฐเพื่อผลักดันให้มีการเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบคุณภาพยาใน
กลุ่มประเทศอาเซียนให้เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบเดียวกัน เพื่อรองรับการเปิดการค้า
เสรีอาเซียนที่ก าลังจะเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากร ห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ยา ทั้งการ
ส่งออกและน าเข้า เพื่อเป็นการสกัดยาที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะในการท าสัญญาตกลงการค้าเสรี
อาจมีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ส่งผลต่อการลักลอบยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน
หรือไม่ได้มาตรฐานมากขึ้น อาทิยาลดความอ้วน เป็นต้น ดังนั้นแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนต้อง
ร่วมมือเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปัญหาเหล่านี้ที่ผ่านมาไทยส่งออกยาสามัญมากกว่าการ
น าเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยมาตรฐานการผลิตยาของไทยมีคุณภาพจึงได้รับการยอมรับ เป็น
จุดที่ไทยได้เปรียบ
"ในการตรวจวิเคราะห์ยานั้น ในกลุ่มประเทศที่มีการจัดท าต ารับยาจะท าให้การตรวจ
วิเคราะห์ท าให้ง่ายขึ้น เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบ ซึ่งทั่วโลกมีเพียง20 ประเทศเท่านั้น
ที่มีการท าต ารับยา โดยในจ านวนนี ้4 ประเทศอยู่ในกลุ่มอาเซียน และไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มนี ้
นอกจากอินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนาม" รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว
ด้าน ภก.ทัฬห ปึ่ งเจริญกุล ผู้อ านวยการ สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน
(TPMA : Thai Pharmaceutical Manufacturers Association) กล่าวว่าขณะนี้อุตสาหกรรมยา
ในไทยมีการส่งออกยาเพื่อจ าหน่ายในกลุ่มประเทศอาเซียนปี ละประมาณ6,000 ล้านบาท ส่วน
ใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิพม่า ลาวและกัมพูชากลุ่มยาที่ส่งออก คือยาปฏิชีวนะ
ยาโรคหัวใจยาเบาหวาน และความดัน เป็นต้น ขณะที่สัดส่วนน าเข้าไม่มาก ส่วนใหญ่จาก
มาเลเซียและอินโดนีเซียจากการประเมินภายหลังเปิดการค้าเสรีอาเซียน อุตสาหกรรมยาไทย
จะต้องเพิ่มศักยภาพในด้านการแข่งขันมากขึ้น โดยรัฐบาลและหน่วยงานรัฐต้องสนับสนุนภก.ทัฬห กล่าวว่า ในการเปิดเสรีการค้ามีอุปสรรคที่เป็นก าแพงการส่งออกโดยเฉพาะ
อินโดนีเซีย ที่อุตสาหกรรมผลิตยาในกลุ่มประเทศอาเซียนต้องการผลักดันให้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์
การน าเข้า เพราะเป็นประเทศเดียวที่ก าหนดหลักเกณฑ์กีดกันการน าเข้ายาจากประเทศอื่นโดย
ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยาจะต้องด าเนินการร่วมกับบริษัทผู้ผลิตยาในอินโดนีเซีย ต้องส่งผล
การศึกษาและประสิทธิภาพยาทั้งหมด จะท าให้ผู้ผลิตยาในอินโดนีเซียรู้สูตรยา ท าให้เกิดปัญหา
ความลับทางการค้ารั่วไหลได้ซึ่งปกติในประเทศอื่นๆจะด าเนินการโดยบริษัทยาผู้น าเข้า ด้วยเหตุนี้
จึงไม่มีบริษัทยาต่างประเทศเสนอขอขึ้นทะเบียนยาและน าเข้า เรื่องนี้ทางสมาคมฯและ
บริษัทผู้ผลิตยาในประเทศอยู่ระหว่างการท าเรื่องไปยังกรมเจรจาการค้ากระทรวงพาณิชย์ให้น า
เรื่องนี ้เข้าเจรจาในประชาคมอาเซียนด้วยเพื่อให้มีการใช้หลักเกณฑ์การน าเข้ายาเช่นเดียวกับ
ประเทศอื่น
"ขณะนี้ประเทศที่ส่งออกยาสามัญซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในประชาคมอาเซียน คือ
อินโดนีเซียและมาเลเซียรวมไปถึงสิงคโปร์ประเทศเหล่านี้ได้การรับรองมาตรฐานโรงงานผลิตยา
ระดับจีเอ็มพี(พีไอซีเอส) แล้ว เป็นข้อได้เปรียบการรับรองผลิตยาที่ได้มาตรฐาน ขณะที่ไทยอยู่
ระหว่างปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐานดังกล่าว" ภก.ทัฬหกล่าว

ไทยโพสต์* TPMA จี ้กรมเจรจาการค้าผลักดันให้ประชาคมอาเซียนแก้ปัญหาอินโดนีเซียกีดกันนำเข้ายาต่างประเทศ เผยบังคับต้องขึ้นทะเบียนยาร่วมกับบริษัทยาในอินโดฯ ช่องโหว่สูตรยารั่วไหล ยันไม่มีบริษัทไหนเสี่ยง เสนออาเซียนกำหนดมาตรฐานเดียวกัน เผยไทยครองแชมป์ส่งออกยาสามัญปี ละ6,000 ล้านบาท ขณะที่ "กรมวิทย์" ประชุมยกระดับการตรวจยาห้องปฏิบัติการในกลุ่มอาเซียน สกัดยาไม่ได้มาตรฐานรองรับการเปิดเสรีการค้าที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ลาดพร้าว เมื่อวันที่5 มิถุนายน นพ.นิพนธ์โพธ์ิพฒั นชยั รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นประธานเปิดการประชุมเพิ่มความรู้ทางด้านห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพเภสัชภัณฑ์ให้แก่ผู้ผลิตยาในประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้การก ากับดูแลคุณภาพยาที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนมีคุณภาพมาตรฐาน มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษานพ.นิพนธ์กล่าวว่าการประชุมวันนี ้เป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมมือกับ The United States Pharmacopeial Convention (USP) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพยาของสหรัฐเพื่อผลักดันให้มีการเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบคุณภาพยาในกลุ่มประเทศอาเซียนให้เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบเดียวกัน เพื่อรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียนที่ก าลังจะเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากร ห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ยา ทั้งการส่งออกและน าเข้า เพื่อเป็นการสกัดยาที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะในการท าสัญญาตกลงการค้าเสรีอาจมีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ส่งผลต่อการลักลอบยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้มาตรฐานมากขึ้น อาทิยาลดความอ้วน เป็นต้น ดังนั้นแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องร่วมมือเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปัญหาเหล่านี้ที่ผ่านมาไทยส่งออกยาสามัญมากกว่าการน าเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยมาตรฐานการผลิตยาของไทยมีคุณภาพจึงได้รับการยอมรับ เป็นจุดที่ไทยได้เปรียบ"ในการตรวจวิเคราะห์ยานั้น ในกลุ่มประเทศที่มีการจัดท าต ารับยาจะท าให้การตรวจวิเคราะห์ท าให้ง่ายขึ้น เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบ ซึ่งทั่วโลกมีเพียง20 ประเทศเท่านั้นที่มีการท าต ารับยา โดยในจ านวนนี ้4 ประเทศอยู่ในกลุ่มอาเซียน และไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มนี ้นอกจากอินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนาม" รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวด้าน ภก.ทัฬห ปึ่ งเจริญกุล ผู้อ านวยการ สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน(TPMA : Thai Pharmaceutical Manufacturers Association) กล่าวว่าขณะนี้อุตสาหกรรมยาในไทยมีการส่งออกยาเพื่อจ าหน่ายในกลุ่มประเทศอาเซียนปี ละประมาณ6,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิพม่า ลาวและกัมพูชากลุ่มยาที่ส่งออก คือยาปฏิชีวนะยาโรคหัวใจยาเบาหวาน และความดัน เป็นต้น ขณะที่สัดส่วนน าเข้าไม่มาก ส่วนใหญ่จากมาเลเซียและอินโดนีเซียจากการประเมินภายหลังเปิดการค้าเสรีอาเซียน อุตสาหกรรมยาไทยจะต้องเพิ่มศักยภาพในด้านการแข่งขันมากขึ้น โดยรัฐบาลและหน่วยงานรัฐต้องสนับสนุนภก.ทัฬห กล่าวว่า ในการเปิดเสรีการค้ามีอุปสรรคที่เป็นก าแพงการส่งออกโดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่อุตสาหกรรมผลิตยาในกลุ่มประเทศอาเซียนต้องการผลักดันให้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์การน าเข้า เพราะเป็นประเทศเดียวที่ก าหนดหลักเกณฑ์กีดกันการน าเข้ายาจากประเทศอื่นโดยขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยาจะต้องด าเนินการร่วมกับบริษัทผู้ผลิตยาในอินโดนีเซีย ต้องส่งผลการศึกษาและประสิทธิภาพยาทั้งหมด จะท าให้ผู้ผลิตยาในอินโดนีเซียรู้สูตรยา ท าให้เกิดปัญหาความลับทางการค้ารั่วไหลได้ซึ่งปกติในประเทศอื่นๆจะด าเนินการโดยบริษัทยาผู้น าเข้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีบริษัทยาต่างประเทศเสนอขอขึ้นทะเบียนยาและน าเข้า เรื่องนี้ทางสมาคมฯและบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศอยู่ระหว่างการท าเรื่องไปยังกรมเจรจาการค้ากระทรวงพาณิชย์ให้น าเรื่องนี ้เข้าเจรจาในประชาคมอาเซียนด้วยเพื่อให้มีการใช้หลักเกณฑ์การน าเข้ายาเช่นเดียวกับประเทศอื่น"ขณะนี้ประเทศที่ส่งออกยาสามัญซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในประชาคมอาเซียน คืออินโดนีเซียและมาเลเซียรวมไปถึงสิงคโปร์ประเทศเหล่านี้ได้การรับรองมาตรฐานโรงงานผลิตยาระดับจีเอ็มพี(พีไอซีเอส) แล้ว เป็นข้อได้เปรียบการรับรองผลิตยาที่ได้มาตรฐาน ขณะที่ไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐานดังกล่าว" ภก.ทัฬหกล่าว