AEC NEWS : ยักษ์ธุรกิจ AEC 'ซานมิเกล

Philippines
ผู้เยี่ยมชม : 1852
ลงข้อมูลเมื่อ : 09/07/2555 15:28

ในปี 2554 นิตยสารฟอร์บส จัดให้ บริษัท ซานมิเกล คอร์เปอเรชั่นฯ (SMC) อยู่อันดับที่ 901 ในหมู่ 2,000 บริษัทใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยยอดขายรวม 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 165,000 ล้านบาท) สินทรัพย์ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 570,000 ล้านบาท) และมูลค่าตลาด 8,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 261,000 ล้านบาท)
 ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1889 (พ.ศ. 2432 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5) เมื่อมีนักธุรกิจชาวมะนิลาคนหนึ่งชื่อนาย Don Enrique Ma Barretto de Ycaza y Esteban ขออนุญาตรัฐบาลสเปนตั้งโรงเบียร์ขึ้นในฟิลิปปินส์ ที่เมืองซาน มิเกล ยี่ห้อเบียร์เลยตั้งตามชื่อเมืองและโด่งดังมาจนกระทั่งทุกวันนี้
 โรงเบียร์เริ่มเดินเครื่องในอีกหนึ่งปีต่อมา และในช่วงเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมาบริษัท ได้แตกตัวสินค้าออกมาไปมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่เบียร์ ซาน มิเกล ยังเป็นตัวหลัก ขณะนี้ติดอันดับ1ใน10 ยี่ห้อเบียร์ที่ขายดีที่สุดในโลก
 สินค้าอุปโภคบริโภค ที่ซาน มิเกล ผลิตขึ้นมาป้อนตลาด 60 ประเทศทั่วโลก เหมือนกับเอาสินค้าของเบียร์ช้างมารวมกับซีพี มีทั้งเบียร์ เหล้า เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อไก่ เนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูป แป้ง ผลิตภัณฑ์นม รวมทั้งพัฒนาที่ดิน 


ประธานกรรมการและซีอีโอของบริษัท ซานมิเกลฯ ชื่อนายเอ็ดการ์โด คอจังโก จูเนียร์ (Educardo M. Cojuangco Jr.) อายุ 75 ปีแล้ว เป็นมหาเศรษฐีที่ครั้งหนึ่งมีสินทรัพย์เท่ากับ 25 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ เคยลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีประเทศฟิลิปปินส์แต่ไม่ได้รับเลือก
 นายคอจังโก จูเนียร์ อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีมาร์คอส กลายเป็นเจ้าของซาน มิเกล หลังจากที่ได้โอกาสซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มหนึ่งในปีค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526) และสามารถรวบรวมหุ้นจากผู้ถือหุ้นหลายกลุ่มได้ถึง 31 %
 คอจังโก้ รออยู่ 1 ปี เมื่อประธานบริษัทคนเดิมคือนายโซรีอาโน จูเนียร์ เสียชีวิตในปีค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) เขาจึงขึ้นนั่งตำแหน่งประธานบริษัท แต่หลังจากที่พลังประชาชนชาวฟิลิปปินส์โค่นรัฐบาลประธานาธิบดีมาร์คอส ในปี 2529 นายคอจังโกที่ขึ้นเครื่องบินไปฮาวายพร้อมกับมาร์คอส ก็ไม่ได้บริหารซาน มิเกล อีกเพราะรัฐบาลของนางคอราซอน อาควิโน ได้ตั้งลูกชายของนายโซรีอาโน่มาบริหารงานแทน
 แต่นายคอจังโก้ ก็ได้กลับมาในตำแหน่งประธานบริษัทซาน มิเกลฯ อีกครั้งในปี 2541 เนื่องจากบริษัทมีผลประกอบการตกต่ำต่อเนื่องหลายปี พอเจอวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 เข้าไป ลูกชายโซรีอาโน่ก็เลยตัดสินใจลาออก ทำให้นายคอจังโก้กลับมากุมบังเหียนบริษัทอีกครั้ง


คราวนี้ ท่านผู้เฒ่าคอจังโก้ ร่วมกับนายรามอน เอส. อัง (Ramon S. Ang) รองประธาน ปรับโครงสร้างและยุทธศาสตร์ของบริษัทใหม่ เน้นธุรกิจที่กำไร และขยายตัวโดยการร่วมทุนและซื้อกิจการต่างชาติทั่วเอเชียและออสเตรเลีย พร้อมกับรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่มากมาย ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า สาธารณูปโภค สื่อสารโทรคมนาคม สายการบิน ฯลฯ
 กิจการที่ซาน มิเกล ซื้อเข้าพอร์ตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีอาทิ บริษัทเบอร์ริ ของออสเตรเลีย อินโดฟิล รีซอร์ส ของออสเตรเลีย บริษัทแทมปากันฯ เหมืองแร่ทองแดงและทองใหญ่สุดในฟิลิปปินส์ สายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ส บริษัทเอสโซ่ฯและเอ็กซอนโมบิลของมาเลเซีย เอ็กซอนโมบิล ของบอร์เนียว
  ซานมิเกล ขยายโรงงานออกไปหลายประเทศ ทั้งฮ่องกง จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ออสเตรเลีย และประเทศไทย
 สำหรับประเทศไทย ซาน มิเกล รุกเข้ามา ด้วยการเข้าซื้อบริษัท ไทยอมฤต บริวเวอรี่ฯ ในปี 2546 ในราคาประมาณ 97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้โรงงานผลิตเบียร์ที่ปทุมธานี และในปี 2548 ทุ่มเงินลงทุนอีกกว่า 1,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะระยอง 
 ในส่วนของสินค้าสุรานั้น ซาน มิเกล เข้าร่วมทุนกับกลุ่มตระกูลไชยวรรณ ตั้งบริษัทไทยซาน มิเกล ลิเคอร์ฯขึ้นด้วยเงินทุนกว่าพันล้านบาท ผลิตสินค้าสุราจากโรงงานสุราที่จังหวัดกาญจนบุรี นับเป็นคลื่นอีกลูกหนึ่งที่ซาน มิเกล ยักษ์ธุรกิจเออีซี พร้อมจะเปิดสมรภูมิในไทย
 ความเคลื่อนไหวล่าสุดแพลมออกมาจากวงการน้ำอัดลม ว่าซานมิเกล ขายโรงงานผลิตเครื่องดื่มส่วนหนึ่งให้กับเป๊ปซี่ที่ร้างลากับบริษัทเสริมสุขฯ มาหารังผลิตสินค้าใหม่นับเป็นเรื่องแปลก เพราะซาน มิเกล ในฟิลิปปินส์ คบหากับโค้กมาตลอด
 ทั้งหมดนี่ ก็คือความเคลื่อนไหวของ ซาน มิเกล ราชันน้ำเมาแห่ง AEC