AEC NEWS : สารพัดปัญหารุมชาวนาไทย ก่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Thailand
ผู้เยี่ยมชม : 5482
ลงข้อมูลเมื่อ : 05/07/2555 15:57

               เมื่อถามชาวนาไทยถึงการเปิดเขตการค้าเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ส่วนใหญ่ตอบแค่ว่าเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ถึงข้อมูลที่แท้จริงว่า เวทีที่ว่าจะเป็นโอกาสหรือวิกฤตสำหรับพวกเขากันแน่กรมการข้าว ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดเสวนา”ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : วิกฤตหรือโอกาสของข้าวไทย” ขึ้นมา โดยมีตัวแทนตัวแทนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

               นายยรรยง พวงราชปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถือเป็นโอกาสทองที่จะสร้างฐานในด้านการผลิตในอนาคตให้กับเกษตรกรไทย แต่ก็อยู่ที่ว่าเกษตรกรไทยจะปรับตัวและหยิบโอกาสนี้มาใช้ได้อย่างไรโดยส่วนตัวห่วงเรื่องการตลาดมากกว่าการผลิต เพราะไม่เชื่อว่าเมื่อเปิดเออีซีแล้วจะทำให้ไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวสูงสุดในอาเซียนไป ตรงกันข้ามกลับจะทำให้ตลาดกว้างมากขึ้น ไม่ใช่การแข่งขันกันเอง แต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือแบบพันธมิตร เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกันในอนาคตเมื่อมีการจัดตั้งสมาพันธ์โรงสีข้าวและผู้ค้าข้าวอาเซียนร่วมกัน จะช่วยอุดช่องโหว่ที่คนไทยเป็นห่วงเรื่องการสวมสิทธิโครงการจำนำข้าวได้ เพราะจะมีการช่วยตรวจสอบซึ่งกันและกัน ตลอดจนเป็นหูเป็นตาเรื่องการปลอมปนคุณภาพข้าวเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

              นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุลรองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แรงกดดันที่เกษตรกรไทยจะต้องเจอและต้องทำความเข้าใจ เมื่อมีการเปิดเสรีเออีซีในปี2558 มี 3 เรื่องหลักคือ

1.เรื่องภาษีเพราะเมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าภาษีไม่ได้ลดลงเหลือ 0% ทันทีตามที่เข้าใจกัน แต่นั้นเป็นเพียงเป้าหมายที่ตั้งไว้เท่านั้น ซึ่งจะชะล่าใจไปไม่ได้ และต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะยังมีการคงเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าบางประการไว้

2.ถิ่นกำเนิดสินค้า ที่จะเป็นช่องให้เกิดการฉ้อโกงกันมากขึ้น เพราะตรวจสอบยาก บอกได้เลยว่า การค้าชายแดนที่ปัจจุบันมีมูลค่า 1 แสนล้านบาทต่อปีนั้น ก็ไม่ใช่การค้าเสรีภายใต้เออีซี หากประเทศเพื่อนบ้านนำเรื่องถิ่นกำเนิดมาใช้ก็จะลำบากแน่นอน

3.เรื่องมาตรฐานสินค้า ที่ถือว่าเป็นอีกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี)ขณะเดียวกันสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ก็ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่เกษตรกรไทยจะต้องเจอ เป็นเรื่องที่กรมการข้าวจะต้องเร่งวางยุทธศาสตร์ใหม่หมด ว่าต่อไปจะทำอย่างไรให้การปลูกข้าวของไทยใช้น้ำน้อยที่สุด มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณต่ำที่สุดนอกจากนี้ยังรวมถึงระบบโลจิสติกส์ด้วยเพราะหากทำไม่ได้ก็จะโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น ในอนาคตก็มีแนวโน้มว่าค่าระหว่างเรือ (เฟด) ขนส่งสินค้าจะแพงขึ้นด้วย

 

              นายนิพนธ์ พัวพงศกรประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากการวิจัยมีการทำนายว่าในอนาคตสภาพภูมิอากาศโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและอุณหภูมิสูงขึ้นแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตและคุณภาพของสินค้าทางการเกษตรโดยตรงเพราะอากาศที่ร้อนขึ้นทำให้การเกิดการสั่งสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีผลต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งจะทำให้การเติบโตของพืชผิดเพี้ยนไป

              อย่างไรก็ตาม มองว่าชาวนาไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านเพราะพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ในเขตชลประทานมีน้อย ทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำใช้ในการเพาะปลูกและนโยบายจากภาครัฐในด้านการบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่มีและไม่ดีเพียงพอ เนื่องจากมีการนำงบประมาณที่มีไปทุ่มกับการรับจำนำราคาสินค้าเกษตรมากกว่าการวิจัยและพัฒนาจะเห็นได้ว่า งบประมาณที่ได้รับในการวิจัยเพื่อพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตผลผลิตทางการเกษตรของไทยนั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านโดยได้รับงบประมาณวิจัยเพียงปีละ 200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2% จากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดที่ระดับ 2 แสนล้านบาท ขณะนี้โอกาสเกิดขึ้นแล้วที่จะปฏิรูปโครงสร้างการเกษตรใหม่เพราะยังมีเวลาอีก 2-3 ปีที่จะเตรียมตัวรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ในการเข้าไปจัดการระบบน้ำและจัดสรรสิทธิในการใช้น้ำระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแย่งน้ำกันเหมือนที่ผ่านมา

              กระนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้สำเร็จ แต่รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องทำและผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะถ้าหากรัฐปล่อยให้เกษตรกรอยู่กันเองตามยถากรรมพอถึงเวลาก็หางบประมาณมาจ่ายชดเชยให้ก็คงไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงเกษตรกรไทยก็คงต้องเจอภาระหนักที่จะต้องถีบตัวเองให้แข็งแรงพอที่จะแข่งขันกับตลาดอาเซียนที่กว้างขึ้นนี้ให้ได้

 

ที่มา...http://www.thai-aec.com