AEC NEWS : อนาคตเกษตรไทยภายใต้ AEC (เสวนา”อนาคตเกษตรกรไทยภายใต้เออีซี”)

Thailand
ผู้เยี่ยมชม : 4983
ลงข้อมูลเมื่อ : 05/07/2555 16:07

 

                ผ่านพ้นกันไปกับเวทีเสวนาเรื่อง “อนาคตเกษตรกรไทยภายใต้เออีซี” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีหลากหลายมุมมองที่น่าสนใจจากเหล่าบรรดาวิทยากรที่ร่วมบรรยายบนเวที

 

                เริ่มจาก นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ตั้งข้อสังเกตว่า อาเซียนส่งออกสินค้าเกษตรไปทั่วโลกมาก แต่การค้าขายระหว่างอาเซียนด้วยกันเองกลับมีน้อยแค่ 25% ของการส่งออกไปนอกภูมิภาคยกเว้นการส่งออกอาหารที่ ไทยส่งออกให้อาเซียนมากถึง 47% โดยสินค้าที่ อาเซียนมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, น้ำตาล (ไทย) น้ำมันปาล์ม (มาเลเซียและอินโดนีเซีย) และกุ้ง (ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย) เมื่อวิเคราะห์ไปถึงผลกระทบของข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยการศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ก็พบว่า ประเทศในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นประเทศยากจนและพึ่งเกษตรเป็นหลัก ได้รับระโยชน์จากข้อตกลง AECมาก ขณะที่ ไทยได้ประโยชน์น้อยที่สุด กลุ่มที่ได้ประโยชน์ของไทยคือ ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน และนำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นมาก แต่มองว่าภาคเอกชนจะใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษด้านภาษีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากต้นทุนการค้าสูงกว่าส่วนต่างภาษี

 

                กระนั้นในอนาคตมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ต่อหัวสูงขึ้น ทำให้ความต้องการอาหารแปรรูปเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ที่ ผลิตในอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยผู้ได้รับประโยชน์ ได้แก่ ผู้ส่งออกรายใหญ่ โรงงานแปรรูปอาหารรายใหญ่

 

                เกษตรกรที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูง โดยเฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ในพื้นที่ชลประทานและผู้บริโภค โดยผู้เสียประโยชน์จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเกษตรกรที่มีต้นทุนสูง แข่งขันไม่ได้ ทำให้อาจตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ

 

                ซึ่งที่ผ่านมารัฐได้ตั้งกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตร หรือกองทุนเอฟทีเอตั้งแต่ปี 2547 วงเงิน 583 ล้านบาท ดำเนินโครงการ 14 โครงการ ในสินค้า 8 ชนิดแต่พบว่าไม่ได้ผล ความสามารถในการแข่งขัน น้ำตาลเป็นสินค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง สำหรับข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ ข้าวนึ่ง มันสำปะหลัง และไก่ มีความสามารถในการแข่งขันทรงตัว อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันเริ่มลดลงหลังนโยบายรับจำนำในเดือน ต.ค. 2554 ยิ่งไปกว่านั้น โครงการจำนำข้าวของรัฐทำให้ ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง อีกทั้งทุกวันนี้รัฐมีสต๊อกข้าวมากถึง 12 ล้านตัน เกิดคำถามตามมามากว่าจะนำไปขายให้ใครได้เพราะหลายฝ่ายประเมินกันแล้วว่า อนาคตตลาดส่งออกข้าวของไทยจะลดลง แต่เพิ่มที่ประเทศคู่แข่งแทน โดยเฉพาะผู้ส่งออกหน้าใหม่ พม่า ที่กำลังพยายามเปิดประเทศสู่ระบบการค้าของโลกมากขึ้น

 

                อีกสินค้าที่น่าเป็นห่วงคือ ปาล์มน้ำมันทุกวันนี้ไทยก็ขาดความสามารถในการแข่งขัน อนาคตเกษตรไทยจึงมี 3 ทางให้เลือกคือ

 

                กรณีที่ 1 รัฐบาลยังคงใช้นโยบายรับจำนำต่อไป ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวมากขึ้นแต่เป็นข้าวคุณภาพต่ำ ปลูกพืชอื่นน้อยลงเกษตรกรไทยขาดความสามารถในการแข่งขันลดลง ภาคเกษตรไทยจะเสื่อมสลาย

 

 

                กรณีที่ 2 รัฐบาลปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เกษตรกรจะปรับปรุงตัวเองรู้จักเปรียบเทียบต้นทุน ภาคเกษตรจะแข่งขันได้ แต่ขนาดภาคเกษตรจะลดลงฟาร์มใหญ่ขึ้น ใช้เครื่องจักรมากขึ้นคุณภาพของผลผลิตสูงขึ้น รายได้เกษตรสูงขึ้น

 

 

                กรณีที่ 3 รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยผลิตและส่งออกสินค้าคุณภาพ นำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ ทำให้ภาคเกษตรเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ส่งออกในรูปอาหารมากขึ้น

 

                ดูจากทางเลือกทั้ง 3 กรณีแล้ว นโยบายในอนาคต รัฐควรต้องเน้นการวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพิ่มผลิตภาพแรงงานงานวิจัยด้านเทคโนโลยีการจัดการโลจิสติกส์ การวิจัยเอกชน การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในต่างประเทศ โดยเฉพาะการขายเทคโนโลยีการเกษตร

 

 

                อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวว่า ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศที่ไทยต้องให้ความสนใจอย่างมากคือ อินโดนีเซียซึ่งมีประชากร 200 ล้านคน แถมชื่นชอบผลไม้ไทยและอาหารไทยมาก ถือเป็นโอกาสที่ดีของไทย โดยที่ผ่านมาไทยมีการค้ากับประเทศอาเซียนประมาณ 19%กับญี่ปุ่น 14% สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) รวมกัน 10% โดยยอดการค้าด้านสินค้าเกษตรของไทยกับอาเซียนในปี2554 ส่งออกได้ 2.4 แสนล้านบาท นำเข้า6.5 หมื่นล้านบาท ในทางกลับกัน เมื่อการค้าเปิดเสรีมากขึ้น มาตรการทางภาษีใช้ไม่ได้ แต่ละประเทศก็จะมีมาตรการด้านอื่นเข้ามากีดกัน เช่น ด้านสุขอนามัย ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

 

 

                สมพร อิศวิลานนท์สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวว่า การปรับตัวของรัฐเพื่อหาประโยชน์จากเออีซี ควรต้องทบทวนนโยบายการแทรกแซงกลไกตลาดและประชานิยมให้สมดุลกับนโยบายเพิ่มผลผลิตและความสามารถในการแข่งขัน

 

 

ที่มา...http://www.thai-aec.com