AEC NEWS : AEC:การพัฒนาของเวียดนาม

Vietnam
ผู้เยี่ยมชม : 2049
ลงข้อมูลเมื่อ : 12/07/2555 13:55

สัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าวบลูมเบิร์กของสหรัฐรายงานผลการสำรวจและจัดอันดับ “ตลาดน่าลงทุนประกอบธุรกิจ” ทั่วโลก 160 แห่ง กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึงในประเทศไทย เนื่องจากไทยไม่มีชื่ออยู่ใน 50 อันดับแรกของ “ตลาด” หรือ “ประเทศที่น่าลงทุนประกอบธุรกิจ”
       
       ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นั้น มี 3 ประเทศติดอยู่ในกลุ่ม 50 อันดับแรก กล่าวคือ สิงคโปร์ติดอันดับ 9 มาเลเซียอันดับ 32 และเวียดนาม อันดับ 46
       
       กรณีสิงคโปร์และมาเลเซียติดอยู่ในกลุ่ม 50 อันดับแรกซึ่งไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่ด้วยนั้นยังพอจะยอมรับกันได้ แต่การที่มีเวียดนามติดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยดูเหมือนว่าจะทำให้ “เลือดรักชาติ” ของคนไทยจำนวนไม่น้อยพลุ่งพล่านจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียว
       
       ยังไม่ทันเข้าสู่ยุคประชาคมอาเซียน หรือ AEC ซึ่งจะมีการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนกันอย่างเสรี เวียดนามก็เบียดไทยตกถนนเสียแล้ว อีก 3 ปีข้างหน้าเมื่อเปิดเสรีกันเต็มรูปแบบคงอาการหนักกว่านี้หลายเท่า
       
       ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพราะความอิจฉาตาร้อน หรือเพราะคนไทยมีทัศนคติเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวเวียดนาม หากแต่เป็นเพราะรู้สึกเสียหน้าหรืออับอายมากกว่า เนื่องจากเวียดนามนั้นเพิ่งจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจการตลาด หรือระบบเศรษฐกิจเสรีมาเพียงไม่ถึง 20 ปี ขณะที่ประเทศไทยคุ้นเคยกับระบบเศรษฐกิจแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยซ้ำไป
       
       ก่อนหน้านี้ก็มีคนไทยในแวดวงธุรกิจพูดจาเป็นเชิงประชดประชันแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่เนือง ๆ ว่า อีกไม่ช้าจะถูกเวียดนามแซงแน่นอน เพราะดูเหมือนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลมักจะสะเปะสะปะไม่มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน
       
       ขณะที่เวียดนามเขากำหนดทิศทางและเป้าหมายไว้ชัดว่า จะยกระดับตัวเองเป็นประเทศอุตสาหกรรมให้ได้ภายในปีคริสต์ศักราช 2020 และเขาก็วางยุทธศาสตร์การพัฒนาให้เป็นไปตามทิศทางและเป้าหมายที่กำหนดไว้
       
       การสำรวจและจัดอันดับ “ประเทศที่น่าลงทุนประกอบธุรกิจ” ของสำนักข่าวบลูมเบิร์กนั้น เขาพิจารณาให้คะแนนจากปัจจัยหลัก 6 ประการด้วยกันคือ ต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ บูรณาการทางเศรษฐกิจ ต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ต้นทุนโลจิสติกส์ ต้นทุนค่าจ้างแรงงาน และความพร้อมของผู้บริโภคในท้องถิ่น
       
       แน่นอน จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันไป ถ้าเปรียบเทียบระหว่างไทยกับเวียดนามในกรอบ 6 ปัจจัยหลักตามเกณฑ์ของบลูมเบิร์ก จะพบว่ามีหลายอย่างที่เราน่าจะเหนือกว่า เช่น ในปัจจัยเรื่องบูรณาการทางเศรษฐกิจ ต้นทุนโลจิสติกส์ และฐานผู้บริโภคหรือความพร้อมของผู้บริโภค
       
       ขณะเดียวกัน ถ้าเรายอมรับความจริงกันบ้าง ก็คงไม่ปฏิเสธว่ามีบางปัจจัยที่เราด้อยกว่าเวียดนามอย่างเทียบกันไม่ติดจริง ๆ อย่างเช่น ต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจ ต้นทุนค่าจ้างแรงงาน และต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ
       
       นักวิจารณ์หลายคนชี้ว่า เหตุที่บลูมเบิร์กให้คะแนนไทยต่ำกว่าเวียดนามในมิติของความน่าลงทุนประกอบธุรกิจ น่าจะมาจากต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากในสภาพแวดล้อมของการประกอบธุรกิจในประเทศไทยนั้น “ต้นทุนแฝง” มันเริ่มมีมาตั้งแต่การเริ่มต้นประกอบธุรกิจโน่นแล้ว
       
       บลูมเบิร์กให้นิยาม “ต้นทุนแฝง” ในการประกอบธุรกิจว่า หมายถึงต้นทุนที่มองไม่เห็น เช่น อัตราเงินเฟ้อและการทุจริตคอร์รัปชั่น
       
       เงินเฟ้อเป็นปัญหาที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ผู้บริหารเศรษฐกิจของเวียดนามต่อเนื่องมาหลายปี ตัวเลขสถิติของทางการเวียดนามเองเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ไทยชนะเวียดนามขาดลอยแน่นอน เพราะอัตราเงินเฟ้อบ้านเราไม่เคยสูงถึงระดับตัวเลข 2 หลัก
       
       ถึงตรงนี้ คงจะสรุปได้ไม่ยากว่า จริง ๆ แล้วเวียดนามได้รับการจัดอันดับดีกว่าไทยเพราะความสำเร็จในการพัฒนาด้านไหน