AEC NEWS : พม่าขุมทองใหญ่ครอบครัวใหญ่ AEC ต่างชาติชิงพื้นที่ผลิตสินค้าทะลวงอาเซียน

Myanmar
ผู้เยี่ยมชม : 3118
ลงข้อมูลเมื่อ : 12/07/2555 15:20

การปฏิรูปกำลังทำให้พม่าเปลี่ยนแปลงรอบด้าน รัฐบาลใหม่กำลังทำทุกอย่างเพื่อคืนดีสหรัฐฯ กับโลกตะวันตก เพื่อหยุดการคว่ำบาตร ส่งผลให้เศรษฐกิจคึกคัก นักลงทุนจากสารทิศมุ่งไปที่นั่นเพื่อชิงทำเลทองผลิตสินค้า
       
       เรื่องนี้เป็นผลสรุปจากการประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นในกรุงเก่าย่างกุ้ง ไม่กี่วันก่อนสิ้นปี 2554 หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “อีเลฟเว่นนิวส์” ฉบับภาษาพม่ารายงานสัปดาห์ที่แล้ว
       
       เศรษฐีน้ำมันตะวันออกกลางมองพม่าเป็นหน้าด่านเจาะทะลวงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดียใช้พม่าเปิดประตูตามนโยบาย Look East หรือ “มองสู่ตะวันออก” ขณะที่จีนสนองความใฝ่ฝันข้ามศตวรรษออกสู่ “ทะเลตะวันตก” ซึ่งทั้งหมดมีการลงทุนกับการค้านำหน้า
       
       “เรากำลังมองหาลู่ทางลงทุนในหลายแขนง กฎระเบียบเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการพิจารณาว่าจะใช้เงินลงทุนเท่าไร” นายซาอิด อัลอัตตาร์ (Zaid Al Attar) ผู้จัดการใหญ่กลุ่มอัลมาร์วัน (Al Marwan) จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวระหว่างการสัมมนา
       
       อัลมาร์วันเข้าพม่าตั้งแต่ 20 ปีก่อน ทำให้ยูเออีอยู่ในอันดับ 18 ด้วยเงินทุน 41 ล้านดอลลาร์ และกำลังหาทางขยับขยาย โดยเข้าหารือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพม่า (Myanmar Investment Commission- MIC) อีกครั้ง
       
       หากเวียดนามมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้เปรียบอยู่ทางทิศตะวันออกแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่าก็มีฐานะเดียวกันทางทิศตะวันตก กลุ่มทุนตะวันออกกลางมองเห็นเช่นเดียวกับนักลงทุนทั่วไป ชาวพม่า 60 ล้านคนเป็นทั้งแรงงานและผู้บริโภค
       
       ตามตัวเลขสหประชาชาติ ปัจจุบันชาวพม่ามีรายได้เฉลี่ยวันละไม่ถึง 3 ดอลลาร์ แต่ประเทศมีศักยภาพสูงมากที่จะเป็นแหล่งผลิตและเป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้
       
       ส่วนอินเดียฟื้นสัมพันธ์กับระบอบทหารพม่ามาก่อนใครๆ ในย่านนี้ บริษัทน้ำมันและก๊าซอินเดียเข้าสำรวจแหล่งพลังงานมากว่า 10 ปีแล้ว กลุ่มตาตามอเตอร์กำลังประกอบรถยนต์อยู่ในพม่า
       
       พม่ายังรุ่มรวยด้วยพลังงานที่ใช้ได้อีกครึ่งศตวรรษ สัปดาห์ต้นปีนี้รัฐบาลใหม่ให้สัมปทานสำรวจก๊าซและน้ำมันอีกกว่า 10 แปลงแก่บริษัทต่างชาติ รวมทั้งบริษัทน้ำมันไทย จีน อินเดีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์และมาเลเซีย ฯลฯ
       
       พลังงานกับแรงงานเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเข้าผลิตสินค้า เพื่อใช้ประโยชน์จากภาษี 0% เจาะตลาดใหญ่เสรีอาเซียน
       
       รัฐบาลประธานาธิบดีเต็งเส่งเข้ารับไม่ถึงปี แต่ทำให้พม่าหยุดโดดเดี่ยวตัวเองเข้าร่วมกับประชาคมโลก และกำลังเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้าไปมีบทบาทในเศรษฐกิจมากขึ้น รวมทั้งจากชาติตะวันตกด้วย
       
       ย้อนกลับไปปีที่แล้ว สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าพม่าเกือบ 10 ครั้ง การเยือนเพิ่มความถี่ขึ้นหลังจากนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศไปเยือนเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในต้นเดือน ธ.ค.
       
       ต้นเดือน ม.ค. นายวิลเลียม เฮก (William Hague) รมว.ต่างประเทศอังกฤษ ตามไปพลิกหน้าประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่ง และนายอแลง จุปเป้ (Alain Juppe) รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ตามเข้าไปติดๆ ซึ่งทั้งหมดได้พบหารือกับคณะผู้นำสูงสุด
       
       “ถนนทุกสายมุ่งเข้าพม่า” และ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านจะรับได้แค่ไหน
       
       เดือน ก.ย.ปีที่แล้วพม่าทำให้จีนตกตะลึงโดยประกาศล้มโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในรัฐกะฉิ่น ต้นเดือน ม.ค.ปีนี้ จู่ๆ ก็ตัดสินใจยกเลิกโรงไฟฟ้าพลังความร้อนถ่านหิน 4,000 เมกะวัตต์ของกลุ่มอิตาเลียนไทยที่เมืองทวาย โดยอ้างความวิตกห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อม
       
       แต่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายยังคงเป็นโครงการลงทุนใหญ่ที่สุดจากต่างประเทศ และถ้าหากเป็นไปตามแผน อีก 10 ปีข้างหน้า จะเป็นแหล่งผลิตสินค้าขนาดใหญ่และเป็นประตูใหญ่ของอาเซียนสู่เอเชียใต้ ตะวันออกกลางและยุโรป
       
       ถึงปัจจุบันบริษัทไทยเข้าลงทุนในพม่าราว 9,000 ล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2553-2554 (สิ้นสุดเดือน มี.ค.) ถูกจีนแซงหน้าขึ้นเบอร์ 1 ด้วยเงินทุน 20,000 ล้านดอลลาร์ ที่ทุ่มเข้าแขนงพลังงานกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
       
       แต่ MIC รายงานในที่ประชุมสัมมนาว่า นักลงทุนกลุ่มใหม่ให้ความสนใจการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่าแขนงอื่น การผลิตสินค้าที่ใหญ่โตก็กำลังจะเริ่มขึ้น ทั้งเพื่อบริโภคภายในและส่งออก
       
       มองภาพรวมพม่ากำลังไปเร็วมาก ปี 2556 การก่อสร้างท่อส่งก๊าซกับท่อส่งน้ำมันคู่ขนานจากชายฝั่งรัฐระไค (ยะไข่) ไปชายแดนจีนจะแล้วเสร็จ ปีเดียวกันทางรถไฟจีน-พม่าเฟสที่ 1 จะเปิดให้บริการ และ ปี 2558 ไฮเวย์จีน-พม่าไปฝั่งทะเลเบงกอลจะเปิดใช้เฟสแรก
       
       ปี 2558 ทางรถไฟความเร็วสูงสายหนึ่งจะตัดจากนครคุนหมิงไปย่างกุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าและท่าเรือใหญ่ที่สุด ขณะที่สายจีน-ลาว-ไทย-สิงคโปร์ จะเป็นรูปเป็นร่าง อีก จีนเปิดมณฑลหนุนหนัน เป็นประตูการค้ากับพม่าและครอบครัวใหญ่อาเซียน
       
       ในช่วง 9 เดือนแรกปีงบประมาณ 2554-2555 (เม.ย.-ต.ค.2554) ภายใต้รัฐบาลใหม่ การค้าของพม่ามีมูลค่า 13,400 ล้านดอลลาร์ เป็นอัตราเพิ่ม 28% จาก 10,390 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน
       
       ตามตัวเลขทางการ มูลค่าส่งออกพุ่งเป็น 6,833 ล้านจาก 6,490 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 6,610 ล้าน จากเพียง 3,900 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขทั้งหมดอาจสูงกว่านี้มาก จากการค้าขายข้ามแดนที่ไม่เป็นทางการ
       
       ในปัจจุบันสินค้าออกรายใหญ่ยังเป็นหมวดการเกษตร อัญมณีกับผลิตภัณฑ์จากป่าขณะเดียวกันก็นำเข้าซีเมนต์ เครื่องจักรกลเกษตรและชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์และอิเลกทรอนิกส์ ฯลฯ
       
       พม่าจำหน่ายก๊าซให้ไทยมูลค่าปีละเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเริ่มส่งก๊าซผ่านท่อให้จีนในปีหน้า รายได้ส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเท่าทวี.