AEC NEWS : 'คาร์ฟูร์'เสือลำบากค้าปลีกบอกลาสิงคโปร์

Singapore
ผู้เยี่ยมชม : 1993
ลงข้อมูลเมื่อ : 04/09/2555 17:27

ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส "คาร์ฟูร์" ประกาศถอนธุรกิจออกจากตลาดสิงคโปร์แบบไม่เหลือเยื่อใย โดยมีแผนจะปิดสาขาที่เหลืออยู่เพียง 2 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าพลาซ่า สิงกาปูระ และอาคารซันเทค

 

ทั้งที่คาร์ฟูร์ เข้ามาลงหลักปักฐานในตลาดสิงคโปร์ตั้งแต่ 15 ปีก่อน แต่เพราะจำนวนผู้บริโภคที่มีเพียง 5.2 ล้านคน ประกอบกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งที่เข้มแข็ง ทั้งแดรี่ฟาร์มจากฮ่องกง และผู้เล่นในบ้านอย่างเอ็นทียูซี แฟร์ไพรซ์ แดนลอดช่องจึงเป็นอีกหนึ่งตลาดปราบเซียนสำหรับบิ๊กค้าปลีกแดนน้ำหอม ซึ่งยอมรับว่า การจะขึ้นเป็นผู้นำในตลาดสิงคโปร์ทำได้ยาก ทั้งในระยะกลางและระยะยาว

 

การตัดสินใจของคาร์ฟูร์ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะบริษัทมีแผนจะขายทิ้งธุรกิจในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตั้งแต่เมื่อปี 2553 แต่บรรลุดีลเฉพาะในไทย โดยขายปิดบัญชีทั้ง 42 สาขาให้กับบิ๊กซี และปฏิเสธการขายธุรกิจใน 2 ประเทศที่เหลือในเวลาต่อมา ว่ากันว่าเป็นเพราะราคายังไม่น่าพอใจ

 

ธุรกิจในเอเชีย มีสัดส่วนราว 8.9% ของยอดขายทั้งหมดของคาร์ฟูร์ 9.15 หมื่นล้านยูโร ในปี 2554 โดยจีนมีสัดส่วนรายได้มากสุดในภูมิภาค 5.04 พันล้านยูโร ไต้หวัน 1.49 พันล้านยูโร อินโดนีเซีย 1.12 พันล้านยูโร ส่วนประเทศที่เหลือในเอเชียทำรายได้ 508 ล้านยูโร

 

ปฏิบัติการถอนสมอที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความพยายามของคาร์ฟูร์ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าตลอดหลายปีมานี้ ทั้งยอดขายที่ลดลง ต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาหุ้นที่ร่วงหนัก ส่งผลให้มูลค่าตลาดของคาร์ฟูร์หายไป 7 พันล้านยูโร ตลอดช่วง 3 ปีในยุคของอดีตซีอีโอ "ลาร์ส โอลอฟสัน" ที่พ้นตำแหน่งไปเมื่อต้นปี รวมถึงโครงสร้างองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังไม่มีวี่แววว่าปัญหาจะคลี่คลาย เพราะเศรษฐกิจยุโรปยังคงติดบ่วงถดถอย ผู้บริโภคที่ต้องกระเหม็ดกระแหม่ ยังไม่นับรวมการแข่งขันที่หนักหน่วงในอุตสาหกรรมค้าปลีก กำไรของคาร์ฟูร์ในปีที่แล้วลดลง 14.3% เหลือเพียง 463 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ภารกิจสุดหินท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ส่งผลให้คาร์ฟูร์ต้องเปลี่ยนตัวซีอีโอ โดย "จอร์จส ปลาสซาต์" เข้ามากุมบังเหียนบริษัทตั้งแต่เดือนมิถุนายน แทนที่ "โอลอฟสัน" ที่เอาไม่อยู่ ปลาสซาต์นับเป็นบอสใหญ่คนที่ 3 ในช่วง 4 ปีมานี้ และตลาดต่างจับตาผู้นำใหม่แกะกล่องที่น่าจะประกาศแนวทางพลิกฟื้นธุรกิจในปลายสัปดาห์นี้ พร้อมกับตัวเลขผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งคาดกันว่ารายได้น่าจะลดลง

 

ตั้งแต่ปลาสซาต์เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอ เขาเริ่มปรับโฟกัสของคาร์ฟูร์ไปที่ตลาดหลักๆ โดยเฉพาะในยุโรป บราซิล จีน ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คาร์ฟูร์เพิ่งขายธุรกิจในกรีซให้พันธมิตรท้องถิ่น หลังประสบความยากลำบากจากวิกฤติหนี้ในเอเธนส์ และนี่สะท้อนแนวทางของคาร์ฟูร์ที่เน้นเฉพาะตลาดที่ตัวเองเป็นผู้นำได้เท่านั้น

 

ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงค้าปลีก ตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ที่คาร์ฟูร์อาจจะขายกิจการในอีกหลายประเทศที่เผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นตุรกี อินโดนีเซีย โปแลนด์ มาเลเซีย

 

ขณะที่ ธุรกิจในบ้านเกิดก็เดินกะโผลกกะเผลก คาร์ฟูร์จึงให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนเป็นอันดับต้นๆ ประเมินกันว่าบริษัทอาจตั้งเป้าลดต้นทุนให้ได้ราว 1.1-2 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.4-2.5 พันล้านดอลลาร์) แต่การพลิกฟื้นธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจแดนน้ำหอมที่ออกอาการไม่สู้ดี ขณะที่การแข่งขันในสมรภูมิค้าปลีกก็ดุเดือด

 

การดิ้นรนของคาร์ฟูร์ยังสะท้อนภาพความยากลำบากของคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้ง "เทสโก้" บิ๊กค้าปลีกจากอังกฤษ และ "วอล-มาร์ต" ยักษ์ค้าปลีกอเมริกัน ทั้ง 3 รายต่างก็เผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่บีบให้ผู้คนรัดเข็มขัดรายจ่าย

 

ยิ่งกว่านั้น บททดสอบยังรวมถึงโมเดลธุรกิจแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ขายของทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ครัวซองส์ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ แม้ว่าครั้งหนึ่งโมเดลแบบบิ๊กไซส์จะเคยได้รับความนิยม แต่ทุกวันนี้โลกค้าปลีกได้เปลี่ยนไปสู่การเป็นร้านจุดหมายปลายทางของผู้บริโภคยุคใหม่ที่พฤติกรรมเปลี่ยนไป ผู้คนไม่ได้ตั้งใจไปช็อปแบบมีทุกสิ่งให้เลือกสรรในที่เดียวอีกแล้ว และการจับจ่ายผ่านอินเทอร์เน็ตที่สะดวก ทำให้สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตลดลงโดยปริยาย เห็นได้จากเทสโก้ที่มีแผนเปิดสาขาขนาดใหญ่น้อยลง หลังโหมสาขาบิ๊กไซส์มาตลอดหลายปีก่อน เช่นเดียวกับวอล-มาร์ตที่เผชิญแรงกดดันจากคู่แข่ง ซึ่งหลายรายเน้นสาขาขนาดเล็ก

 

ความได้เปรียบของสาขาแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่การประหยัดจากขนาด ซึ่งทำให้ห้างค้าปลีกขายสินค้าราคาถูกลง ในขณะที่ร้านค้าขนาดเล็กมีความซับซ้อนและมีต้นทุนดำเนินการสูงกว่า นี่ทำให้ผู้บริโภคชินกับการจับจ่ายจากไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคของผู้คนไปจากเดิม ทั้งค่าน้ำมันที่แพงขึ้น และความจำเป็นที่ต้องรัดเข็มขัดรายจ่าย ทำให้ผู้คนเลือกซื้อสินค้าขนาดเล็กลงจากร้านใกล้บ้านแทนที่จะขับรถไปซื้อของจำนวนมากมาตุนไว้

 

แต่ก็ใช่ว่าเทรนด์นี้จะคงอยู่ตลอดไป เพราะหากเศรษฐกิจฟื้นตัว พฤติกรรมการบริโภคก็อาจเปลี่ยนแปลงไปอีก เพียงแต่ปัจจัยแทรกซ้อนในตลาดพัฒนาแล้ว อยู่ที่ประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น บรรดานักช็อปขิงแก่น่าจะปลื้มร้านค้าขนาดเล็ก เพราะหาของที่จะซื้อได้ง่ายกว่าร้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง

 

แม้แต่คนเจนเนอเรชั่นใหม่ที่เกิดระหว่างปี 2525-2544 ก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เห็นได้จากข้อมูลของบริษัทเจฟเฟอรีส์ และอลิกซ์พาร์ทเนอร์ส ที่พบว่า คนอเมริกันยุคมิลเลนเนียลส์ หรือสหัสวรรษใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ฐานะดี กลับชอบที่จะซื้อสินค้าที่จำเป็นจากร้านขายยาในเขตเมือง เพราะสะดวกกว่า

น่าสังเกตว่า ตลาดกำลังพัฒนาในเอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งยอดขายในไฮเปอร์มาร์เก็ตเคยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้อานิสงส์จากชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ความนิยมซื้อรถ และการเป็นครอบครัวขยาย ก็เริ่มเห็นเทรนด์ช็อปปิ้งร้านค้าไฮเอนด์ในขนาดเล็กใกล้บ้าน กำลังมาแทนที่ไฮเปอร์มาร์เก็ต



 

ที่มา..กรุงเทพธุรกิจ